Phones
หน้าแรก
Stock
เศรษฐกิจมหภาค
แบงก์ - Finance
อสังหาริมทรัพย์ - Marketing
ประกัน - ท่องเที่ยว
Variety
สกู้ป พิเศษ
SET
TSE ชิงงาน Solar Community – Direct PPA เพิ่มกำลังผลิต 100 MW
MAI
MPJ เปิดบริการ “รับฝากตู้สินค้าหนัก” หนุนรายได้ปี 69 โต 18%
IPO
PLAY26 ลุยระดมทุน LiVEx ปูทางเข้า mai
บล./บลจ
SCB WEALTH ส่องทองคำปลายปีแตะ 5,000 USD/oz
เศรษฐกิจ-การเงิน-การคลัง
กรุงศรี ประเมินกรอบเงินบาท 33.00-33.60 บ./ดอลลาร์ จับตาราคาน้ำมันโลก
การค้า - พาณิชย์
บสย. จับมือพันธมิตร ลุยโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “นาโนพลัส”
พลังงาน - อุตสาหกรรม
INNOPOWER ผนึก EECO หนุนอุตฯ EEC มุ่งสู่ Carbon Neutrality
คมนาคม - โลจิสติกส์
PROSPECT REIT เคาะปันผล 0.1400 บ. ลุยเปิดจองซื้อหน่วยเพิ่มทุนครั้งที่ 3
แบงก์ - นอนแบงก์
KBANK จับมือ วีซ่า เปิดตัวบัตรเดบิต เอาใจสาวก BTS บอยแบรนด์ระดับโลก
ไฟแนนซ์ - ลิสซิ่ง
SAWAD ปันผลระหว่างกาลหุ้น 0.35 บาท จ่าย 21 ต.ค.69
SMEs - Startup
Orbix Tech ชี้ Blockchain ก้าวสู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งความเชื่อมั่น
ประกันภัย - ประกันชีวิต
เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว Muang Thai Flexi Retire Series
รถยนต์
PTG โชว์ความสำเร็จ PT MAXNITRON RACING SERIES 2026 สนาม 2
ท่องเที่ยว
กรมการท่องเที่ยว เปิดตัว “MuslimGo” ดันไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวมุสลิมระดับโลก
อสังหาริมทรัพย์
ศุภาลัย ชวนเลือกบ้านที่ใช่ บนทำเลรังสิต คลอง 3
การตลาด
“ไอคอนสยาม” ปิดฉากเวทีการแข่งขัน TICC 2026
CSR
Orbix Tech ชี้ Blockchain ก้าวสู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งความเชื่อมั่น
Information
ตลท. จัดสัมมนามาตรฐานบัญชีไทย TFRS18
Gossip
UNIX จ่อเดินเครื่องจักรใหม่! หนุนเติบโตยั่งยืน
Entertainment
TTB ส่ง "รุ่นพี่การเงิน" สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้เยาวชนไทย
สกุ๊ป พิเศษ
ซิกเว่ แบ่งปันมุมมอง ขับเคลื่อนศก.ไทยด้วย 'หลัก AI ที่มีความรับผิดชอบ'
SCB WEALTH ถอดรหัส Dollar Reset ชี้กลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง
2026-08-06 19:40:16
317
sharer
นิวส์ คอนเน็คท์ - SCB WEALTH ประเมินเงินบาทยังเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศ และธุรกรรม Carry Trade คาดการณ์เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แนะนำ Stay Invested ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเกิดใหม่ ไม่รวมจีน
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2569 อ่อนค่าลงค่อนข้างแรงกว่าคาด จากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดกังวลต่ออุปทานน้ำมันและดันราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล กดดันให้เงินสกุลต่างๆ รวมถึงเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ปัจจัยในประเทศมาจากแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำและมีโอกาสคงไว้ถึงสิ้นปี แตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาคที่ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและธุรกรรม Carry Trade หรือการกู้ยืมเงินในไทยที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ ไปลงทุนในประเทศที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า
“ปกติค่าเงินเยนจะเป็น funding currency ใน Carry Trade เนื่องจากดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ต่ำกว่าประเทศอื่น แต่เวลานี้เงินบาทถูกมองเป็น funding currency ใน Carry Trade มากขึ้น เนื่องจากไทยมีแนวโน้มไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่ญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 1 ครั้ง และเตรียมปรับขึ้นอีกครั้ง โดยเมื่อเทียบเงินบาทต่อเงินเยน ก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเช่นกัน ทำให้คนไทยต้องแลกเงินเยนในราคาแพงขึ้น ดังนั้นหากใครต้องการเดินทางไปญี่ปุ่น ควรทยอยแลกเงินเยนไว้บ้าง” นายวชิรวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ SCB FM ประเมินว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุนแรงไปกว่าที่ตลาดคาดมาก โดยยืดเยื้อภายในช่วงไตรมาสนี้ เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า แต่หากความขัดแย้งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงจนทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปราว 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
ส่วนในระยะยาว มองว่า เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อย หากสงครามจบลงตามคาด โดยมีโอกาสที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีท่าทีประนีประนอมในสงครามตะวันออกกลางมากขึ้น เนื่องจากจะมีเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. และหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจาก Kavin Warsh ผู้ว่าการ Fed คนใหม่ มีการแต่งตั้งคณะทำงาน 5 คณะ พิจารณาการดำเนินการของ Fed ซึ่งอาจมีการพิจารณาดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อใหม่ โดยตัดตัวเลขบางตัว เช่น น้ำมัน และอาหาร ที่ทำให้เงินเฟ้อดูลดลงในมุมมองของ Fed ทำให้ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วอย่างที่คาด โดยประเด็นนี้ยังไม่ถูกตลาดประเมินในราคาและอาจทำให้ Bond yield ของสหรัฐฯ ลดลง ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า ในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
ด้านนางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed, 2. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ 3. ความต่อเนื่องของการลงทุนด้าน AI ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินโลกได้
ในด้านนโยบายการเงินของ Fed ยังคงมีความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ย ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีการเติบโตแบบ K-Shaped ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่สูง ตลาดการเงินโลกต้องเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน และท่าทีของผู้กำหนดนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นปัจจัยสำคัญอีกครั้ง ทั้งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลก และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) หากสถานการณ์รุนแรงกว่าที่ตลาดคาด
ทั้งนี้ AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนสำคัญสำหรับครึ่งปีหลัง แต่ตลาดจะให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างรายได้และผลตอบแทนจากเงินลงทุนของบริษัทในกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) มากขึ้น โดยเจาะลึกไปถึงผลตอบแทนต่อเงินลงทุน และกระแสเงินสดที่ชัดเจน หลังมีการระดมทุนและใช้จ่ายเงินลงทุนไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งการลงทุนบน AI ที่เกิดขึ้น ได้เอื้อให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ได้แรงหนุนจากการคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง ตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าอุปทาน อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นการสับเปลี่ยนลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวขึ้นมามาก ทำให้บางตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สูง เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน มีความผันผวนในระยะสั้นมากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน นักลงทุนควร Stay Invested โดยแนะนำให้จัดพอร์ตแบบ Core-Opportunistic เพื่อให้มีทั้งพอร์ตหลัก ที่เน้นความมั่นคง และพอร์ตส่วนเสริม เพื่อจับจังหวะรับผลตอบแทนระยะสั้น และเน้นการกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลาย ในส่วนของตราสารหนี้ แนะนำลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง และตราสารหนี้ภาคเอกชนสหรัฐฯ Investment Grade ที่งบดุลแข็งแกร่ง ซึ่งยังให้อัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร มีแนวโน้มเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตได้ดีเหมือนในอดีต อีกทั้ง ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรระยะยาว (Term Premium) อาจเพิ่มขึ้น จากการที่เงินเฟ้อยังสูง การขาดดุลการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างมาก ความกังวลการแทรกแซง Fed โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการกู้ยืมเพื่อลงทุนด้าน AI ที่สูง
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจลงทุนในธีม AI ควรกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน AI ต้นน้ำ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รวมทั้ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก โดย SCB CIO ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยแนะนำกลยุทธ์ Active Barbell ที่เน้นหุ้น Quality Growth ซึ่งมีกระแสเงินสดและอำนาจกำหนดราคา และตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับประโยชน์จากคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งหากพิจารณาคาดการณ์กำไร 12 เดือนข้างหน้าของตลาด ยังมีโอกาสเติบโตสูงอยู่ เพียงแต่ปัจจุบันตลาดปรับลงจากการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน จากการที่ตลาดมีหุ้นชิปกระจุกตัวสูง
ส่วนพอร์ตการลงทุนระยะยาวควรมีกองทุนที่ลงทุนใน กองทุนรวมทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยง ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวสวนทางกับทิศทางดอกเบี้ย และยังคงได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากการเข้าซื้อเพื่อกระจายความเสี่ยงของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนผ่านกองทุนที่ลงทุนใน Mega Forces สำคัญ เช่น กระแส AI การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้
TSE ชิงงาน Solar Community – Direct PPA เพิ่มกำลังผลิต 100 MW
COCOCO โบรกฯ แนะ 'ซื้อ' เป้า 8.00 บ. - UNIX จ่อเดินเครื่องจักรใหม่
COCOCO เร่งเครื่องตลาดตปท. ขยายฐานลูกค้าหนุนโต
BANPU ปิดดีล! ส่ง BKV ซื้อสินทรัพย์ - GBS ส่องกรอบดัชนี1,560-1,600 จุด
BANPU ปิดดีล! ส่ง BKV เข้าซื้อสินทรัพย์ในแหล่งก๊าซฯ บาร์เนตต์
GGC ปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ ลดพาร์เหลือหุ้นละ 8 บาท