Phones





ยูโอบี ชี้ SME ไทยปี 69 เข้าสู่ยุค “โตทน” ท่ามกลางศก.ผันผวน

2026-07-22 16:58:04 101



 
นิวส์ คอนเน็คท์ – ยูโอบี มองผู้ประกอบการ SME ไทย ก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังปี 69 ด้วยคำถามสำคัญ “เราจะเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างไร” หลังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งต้นทุนแรงงานและพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน
 
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นางรุ่งทิพย์ อังคศิริสรรพ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Risk Officer (CRO) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า การเติบโตของ SME ในอดีตมักถูกเชื่อมโยงกับยอดขาย รายได้ หรือการขยายธุรกิจ แต่ในปี 2569 การเติบโตที่แข็งแรงต้องมาพร้อม “คุณภาพของการเติบโต” ด้วย ธุรกิจที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อัตราการเก็บเงินช้าลง ต้นทุนสูงขึ้น หรือใช้เงินทุนหมุนเวียนเกินความสามารถ อาจเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้ ไม่ต่างจากธุรกิจที่ ยอดขายชะลอตัว โดยการเติบโตที่มีคุณภาพจึงต้องพิจารณาหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรักษากระแสเงินสด วินัยทางการเงิน ความหลากหลายของฐานลูกค้าและซัพพลายเออร์ ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และความพร้อมในการเข้าถึง เงินทุนเมื่อธุรกิจต้องการ ทั้งเพื่อรองรับความผันผวนระยะสั้นและเพื่อคว้าโอกาสใหม่ในช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว
 
สำหรับในปี 2569 มี 5 ประเด็นสำคัญที่ SME ควรให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1. กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน ในภาวะที่ผู้บริโภคและคู่ค้าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น SME อาจเผชิญรอบการเก็บเงินที่ยาวขึ้น การชำระเงินล่าช้า หรือยอดขายที่ผันผวนตามกำลังซื้อของตลาด ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านแรงงาน พลังงาน และวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินสดสำรองกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานะลูกหนี้การค้าอย่างใกล้ชิด เจรจาเงื่อนไขเครดิตให้เหมาะสมกับรอบเงินสด และไม่ปล่อยให้ยอดขายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการเก็บเงิน เพราะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจที่บริหารเงินสดได้ดี มักมีทางเลือกมากกว่าธุรกิจที่เติบโตเร็วแต่สภาพคล่องตึงตัว
 
2. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น สถาบันการเงินย่อมให้ ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูลทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และความชัดเจนของแผนธุรกิจมากขึ้น SME ที่เตรียมเอกสารทางการเงินอย่างเป็นระบบ รักษาวินัยการชำระเงิน และวางแผนความต้องการเงินทุนล่วงหน้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมในเวลาที่ธุรกิจต้องการ การวางแผนด้านเงินทุนจึงไม่ควรรอ จนถึงวันที่ธุรกิจต้องใช้เงิน แต่ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังบริหารจัดการได้ดี, 3. ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน บทเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว ตลาดเดียว หรือวัตถุดิบจากแหล่งเดียว อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น ความล่าช้าในการนำเข้า หรือการขาดแคลนวัตถุดิบ SME จึงควรวางแผนแหล่งจัดซื้อสำรอง กระจายความเสี่ยงของคู่ค้า และประเมินผลกระทบ ต่อการดำเนินธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ
 
4. รายได้และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคในปัจจุบัน เลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการมากกว่าเดิม SME จึงไม่ควรแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรกลับมาทบทวนคุณค่าหลักของธุรกิจ ทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ลึกขึ้น และปรับสินค้า บริการ หรือช่องทางการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมใหม่ของตลาด ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าหลากหลายและเข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือ กับความผันผวนระยะยาว
 
5. การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความปลอดภัยควบคู่กับระบบอัตโนมัติเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานสนับสนุนองค์กร (Back Office) - การดำเนินงานเชิงพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี การบริหารค่าตอบแทนพนักงาน การจัดการสินค้าคงคลัง และการดูแลฐานข้อมูลลูกค้า หากถูกปรับให้เป็นระบบอัตโนมัติ จะช่วยให้ SMEs สามารถควบคุมต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน และนำทรัพยากรไปต่อยอดการเติบโตและนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมทั้งวางกรอบการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) อย่างเข้มแข็ง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ท่ามกลางบริบทการดำเนินงานที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว
 

อย่างไรก็ตาม เมื่อความไม่แน่นอน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ การรักษาเงินทุน หรือ Capital Preservation จึงเป็นวินัยสำคัญของ SME ผู้ประกอบการควรทำ Stress Test กับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เช่น หากยอดขายลดลง 20-25% หากลูกค้ารายใหญ่ชำระเงินล่าช้า 60-90 วัน หรือหากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นกะทันหัน ธุรกิจจะยังรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ และต้องปรับแผนด้านใดก่อน โดยการทำ Stress Test ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความกังวล แต่เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดเปราะบางของธุรกิจเร็วขึ้น และสามารถวางแผนรับมือได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างต้นทุน การบริหารลูกหนี้ การสำรองเงินสด การต่อรองเงื่อนไขกับคู่ค้า หรือการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนใหม่
 
ขณะที่อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การมุ่งเน้นธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนสูง ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน SME อาจต้องระมัดระวัง การขยายธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องผลตอบแทน ขณะเดียวกัน ไม่ควรหยุดลงทุนในทุกเรื่อง เพราะการลงทุนบางด้าน เช่น เทคโนโลยี ระบบบัญชี การบริหารข้อมูลลูกค้า ช่องทางดิจิทัล หรือการพัฒนาทักษะบุคลากร อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันในระยะยาว
 
ทั้งนี้ จากมุมมองของธนาคารพาณิชย์ บทบาทในการสนับสนุน SME วันนี้เปลี่ยนไปจากการเป็นเพียงแหล่งเงินทุน สู่การเป็นพันธมิตร ที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนเงินทุนได้เหมาะสม และเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่สอดคล้อง กับจังหวะการเติบโตของธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้ขาดโอกาสทางธุรกิจ แต่กำลังเผชิญโจทย์ด้านการบริหารเงินทุนและความเสี่ยงที่ซับซ้อน ขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการนำเข้า ความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน หรือการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงของโลก
 
โดยในบริบทดังกล่าว ธนาคารที่เข้าใจธุรกิจ SME อย่างลึกซึ้งสามารถมีบทบาทมากกว่าการให้สินเชื่อ แต่สามารถช่วยผู้ประกอบการ ประเมินความพร้อม วางแผนทางการเงิน เลือกใช้โซลูชันที่เหมาะสม และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจในเครือข่ายที่กว้างขึ้นได้ เพราะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจผันผวน ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการมีเงินทุนเพียงพอเท่านั้น แต่เกิดจากการมีแผน มีวินัย และมีพันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง
 
นอกเหนือจากการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กำลังกลายเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว SME ที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็น การยกระดับกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี การบริหารข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ หรือการประเมินความพร้อมด้านความยั่งยืน จะมีโอกาสสร้างความแตกต่างและเข้าถึงโอกาสใหม่ในอนาคตได้มากกว่า โดยเครื่องมือและโครงการสนับสนุนต่างๆ เช่น UOB Sustainability Compass และ UOB FinLab จึงมีบทบาทในการช่วยให้ ผู้ประกอบการประเมินธุรกิจ เห็นแนวทางการปรับตัว ยกระดับสู่ดิจิทัล และพัฒนาศักยภาพที่จำเป็นต่อการแข่งขันในยุคใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคงและไม่ต้องการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ