Phones





CIMBT วางกลยุทธ์รับ Megatrend ยุค ‘Digital Economy’

2026-08-06 19:10:34 97



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - CIMBT ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุค Digital Economy ด้วยทีม Industry Specialists เชื่อมองค์ความรู้ โอกาสทางธุรกิจ และเครือการลงทุน เสริมแกร่งธุรกิจ Data Center และ Supply Chain รับเทรนด์การลงทุน Data Center ในไทยที่พุ่งทะลุ 1.6 ล้านล้านบาท หลัง BOI อนุมัติโครงการต่อเนื่อง ชี้เป็น "Multiplier Industry" สร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ
 
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นางสาวปนิดา ตั้งศรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า ภาพใหญ่ของอาเซียนในวันนี้ หนึ่งใน Megatrend ชัดเจนที่สุดคือการเติบโตของ Digital Economy ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี แต่กำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของทั้งภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะ Data Center กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Cloud Computing , Artificial Intelligence (AI) , E-Commerce , Digital Financial Services และ บริการออนไลน์ต่างๆ โดยกว่า 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรม Data Center ของอาเซียนได้พัฒนาเป็นลำดับ เริ่มจาก สิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินและดิจิทัลของภูมิภาค ก่อนขยายไปยัง มาเลเซีย ที่มีความพร้อมด้านที่ดิน ไฟฟ้า และ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และ ในวันนี้ คลื่นการลงทุนลูกใหม่กำลังไหลเข้าสู่ประเทศไทยและอินโดนีเซีย
 
ทั้งนี้ หากพิจารณาโครงสร้างห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรม Data Center โดยอ้างอิงสัดส่วนการลงทุนโดยประมาณของแต่ละองค์ประกอบ ที่สถาบันการเงิน ที่ปรึกษาทางการเงิน และ บริษัทออกแบบและก่อสร้างโครงการแบบครบวงจร (EPC) ทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินมูลค่าโครงการ เมื่อนำสัดส่วนดังกล่าวมา เทียบเคียงกับ มูลค่าโครงการ Data Center ที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จะเห็นได้ว่าเม็ดเงินลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้พัฒนา Data Center แต่กระจายไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมและศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของ Digital Economy ในระยะยาว
 
นอกจากนี้ จากการที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการลงทุน Data Center คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.6 ล้านล้านบาท นับเป็นคลื่นการลงทุนครั้งใหญ่ที่จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ พร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจากการวิเคราะห์สัดส่วนการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มธุรกิจของไทยมีศักยภาพและความพร้อมสูงในหลายเซกเตอร์สำคัญ โดยเฉพาะงานก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่ ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญระดับ 5 ดาว ได้แก่ งานโยธา โครงสร้าง และ อาคาร (15-20%) คิดเป็นมูลค่า 2.4 - 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูงสุดในงานเสาเข็ม ฐานราก โครงสร้างเหล็ก/คอนกรีต และการสร้างห้อง Data Hall
 
งานพัฒนาที่ดิน และ สาธารณูปโภค (5-15%) มูลค่าประมาณ 8 หมื่น - 2.4 แสนล้านบาท ครอบคลุมงานถมดิน ระบบระบายน้ำ และ โครงสร้างพื้นฐานรอบพื้นที่, งานบริหารโครงการ และ EPC (8-12%) มูลค่าประมาณ 1.28 - 1.92 แสนล้านบาท ในด้านการควบคุมงานก่อสร้าง การบริหารจัดการโลจิสติกส์ และงานความปลอดภัย, ค่าใช้จ่ายทางอ้อม และ งานวิชาชีพ (10-15%) มูลค่าประมาณ 1.6 - 2.4 แสนล้านบาท เปิดเค้กชิ้นใหญ่ให้แก่บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม การออกแบบ และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย/การทดสอบระบบ
 
สำหรับ "ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและมีสัดส่วนเงินลงทุนสูงสุดถึง 25-35% (คิดเป็นมูลค่า 4 - 5.6 แสนล้านบาท) ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า สายไฟฟ้า สวิตช์เกียร์ และตู้จ่ายไฟ (PDU) มีศักยภาพสูงในการเข้าเป็นคู่ค้าในห่วงโซ่นี้ ขณะที่ "ระบบทำความเย็นและเครื่องกล" (สัดส่วน 20-30%) มูลค่า 3.2 - 4.8 แสนล้านบาท) รวมถึง "ระบบป้องกันอัคคีภัยและความปลอดภัยอาคาร" (สัดส่วน 6-10% มูลค่า 9.6 หมื่น - 1.6 แสนล้านบาท) ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในระดับปานกลาง ซึ่งมีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากการร่วมมือกับพันธมิตรต่างชาติและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยี Liquid Cooling และระบบบริหารจัดการอาคาร (DCIM)
 
ส่วนกลุ่ม "อุปกรณ์ IT" เช่น CPU, GPU Server และ อุปกรณ์ Network ความเร็วสูง แม้สัดส่วนการลงทุนจะขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ และ ปัจจุบันไทยยังมีศักยภาพในระดับเริ่มต้น (1-2 ดาว) แต่ถือเป็นความท้าทายสำคัญในการยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงในอนาคต โดยเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.6 ล้านล้านบาทจาก BOI ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการสร้าง Data Center เท่านั้น แต่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินกระจายสู่ภาคก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ วิศวกรรม และ พลังงานของไทยอย่างมหาศาล
 
อย่างไรก็ตาม กระแสการย้ายฐานการผลิตภายใต้นโยบาย China+1 ยังช่วยเร่งการลงทุนจากผู้ผลิตชั้นนำของไต้หวันและจีนเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม PCB และ AI Serve Supply Chain ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนภาคอุตสาหกรรมไทย และ ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI และ Data Center ทั่วโลก
 
นอกจากนี้ Megatrend นี้เป็นโอกาสของทั้งภูมิภาคอาเซียน Data Center เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนเข้าด้วยกัน CIMB Group มีเครือข่ายแข็งแกร่งทั่วภูมิภาค และ ใน 4 ประเทศหลักของอุตสาหกรรม Data Center ได้แก่ Singapore, Malaysia, Thailand และ Indonesia จึงเห็นทิศทางการลงทุน และการย้ายฐานการผลิต อีกทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทางการเงิน แก่ธุรกิจยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
 
ขณะที่ปัจจุบัน CIMB Group ใช้ศักยภาพของการมีทีม Industry Specialists ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Infrastructure และ Data Center ที่มีประสบการณ์ตรงจากหลายประเทศทั่วอาเซียน เชื่อมโยงการเป็นพันธมิตรทางการเงิน เข้ากับองค์ความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ ให้คำแนะนำเชิงลึกแก่ลูกค้าที่ต้องการลงทุนใน Data Center และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญทำงานร่วมกับทีม Relationship Managers และ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ทั่วทั้งภูมิภาค รวมถึง CIMBT ผสานองค์ความรู้เชิงอุตสาหกรรมเข้ากับโซลูชันทางการเงินแบบครบวงจรที่เหมาะสมสำหรับแต่ละโครงการ อีกทั้งประเมินโอกาสการลงทุนในแต่ละประเทศ การวิเคราะห์แนวโน้มของอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน หรือการจัดหาโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับผู้พัฒนา Data Center นักลงทุน และผู้ประกอบการใน Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่มพลังงาน ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อิเล็กทรอนิกส์ PCB, AI Infrastructure รวมถึงธุรกิจก่อสร้างและวิศวกรรม
 
ด้านดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับ CLMV มีความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภค และมาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จึงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามา เฉพาะครึ่งแรกปี 2569 มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดกว่า 1.47 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของการลงทุน เนื่องจาก Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงาน น้ำ และ โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าในปริมาณสูง หากขาดการวางแผนที่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อระบบพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และชุมชนในระยะยาว
 
ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการลงทุนควรมุ่งสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศให้มากที่สุด ผ่านการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและบริการภายในประเทศ การพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมและดิจิทัล การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนการสนับสนุนให้เกิดศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว