Phones





กรมสรรพสามิต ลุยปราบปรามพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ยกระดับการจัดการของกลาง

2026-05-01 17:17:33 71




นิวส์ คอนเน็คท์ - กรมสรรพสามิต เดินหน้าปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างอย่างเข้มข้น จับกุมคดีได้รวม 622 คดี ฃ มีค่าปรับและประมาณการค่าปรับรวมทั้งสิ้น 245.55 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการของกลางตามแนวคิด Zero Waste
 
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพาสามิตได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและแถลงผลการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต ภายใต้นโยบาย “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” ของสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ สงขลา ตรัง นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา และสตูล ซึ่งเป็นพื้นที่หน้าด่านเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ โดยในช่วงเดือนก.พ. – มี.ค. 2569 สามารถจับกุมคดีได้รวม 622 คดี คิดเป็น 8.83% ของคดีทั่วประเทศ โดยมีค่าปรับและประมาณการค่าปรับรวม 245.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 119% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและท้าทายสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามประเภทสินค้า พบว่า “ยาสูบ” ยังคงเป็นสินค้าที่มีการกระทำผิดมากที่สุด จำนวน 317 คดี ค่าปรับ 5.84 ล้านบาท คิดเป็นภาษีที่รัฐสูญเสีย 12.54 ล้านบาท และมีประมาณการค่าปรับ 232.11 ล้านบาท โดยสามารถตรวจยึดยาสูบของกลางได้รวม 200,106 ซอง แบ่งเป็นยาสูบในประเทศ 22,030 ซอง และยาสูบต่างประเทศ 178,076 ซอง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 50,000 ซอง หรือ 34% จากการสกัดกั้นและตัดเส้นทางการกระจายสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งมีจุดกระจายสำคัญในจังหวัดสงขลา เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายหลุดรอดถึงมือผู้บริโภค รองลงมาเป็นคดีสุรา จำนวน 153 คดี ค่าปรับ 1.57 ล้านบาท โดยตรวจยึดสุราในประเทศ 1,482 ลิตร และสุราต่างประเทศ 101 ลิตร ขณะที่คดีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันมีจำนวน 125 คดี ค่าปรับ 5.56 ล้านบาท ของกลาง 67,402 ลิตร ส่วนคดีเครื่องดื่มมี 16 คดี ค่าปรับ 0.14 ล้านบาท ของกลาง 4,436 ลิตร คดีไพ่ 10 คดี ค่าปรับ 65,750 บาท ของกลาง 285 สำรับ และคดีผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม 1 คดี ค่าปรับ 7,125 บาท ของกลาง 44 กิโลกรัม
 
โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบาย “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเป็นกลไกสำคัญ (Data Driven Enforcement) เพื่อชี้เป้าและขยายผลไปยังเครือข่ายรายใหญ่ได้อย่างแม่นยำ ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน การสกัดกั้นเส้นทางลำเลียง และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบ เพื่อรองรับและรับมือกับรูปแบบการกระทำผิดที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

สำหรับของกลางยาสูบที่ตรวจยึดได้ สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 ได้พัฒนานวัตกรรม “เครื่องทำลายของกลางยาสูบ” เพื่อทดแทนวิธีการเผาแบบเดิมที่ก่อให้เกิดมลพิษ ภายใต้หลัก Zero Waste มุ่งเปลี่ยนของกลางให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาทิ การนำยาเส้นไปผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ขับไล่แมลงศัตรูพืช ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร โดยได้ส่งมอบให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อนำไปใช้ในโครงการสนองแนวพระราชดำริ
 
นอกจากนี้ ยังได้ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยนำเส้นใยยาสูบมาใช้ย้อมผ้า ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านสะพานพลา วิสาหกิจชุมชนทอผ้าวัดโคกเปี้ยวเกาะยอ และวิสาหกิจชุมชนดาหลาปาเต๊ะ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่เคยเป็นของกลางผิดกฎหมายรวมถึง ยังได้บริหารจัดการของกลางประเภทอื่นให้เกิดประโยชน์ อาทิ การนำสุราไปผลิตน้ำหมักชีวภาพร่วมกับยาสูบ รวมถึงการมอบรถจักรยานยนต์ให้แก่วิทยาลัยการอาชีพหลวงประธานราษฎร์นิกร เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนของนักเรียนและนักศึกษา แสดงถึงแนวทางการบริหารจัดการของกลางอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
 
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อยับยั้งและตัดวงจรสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง พร้อมทั้งบริหารจัดการของกลางให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันเป็นการปกป้องเศรษฐกิจ สังคม และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ แสดงถึงการขับเคลื่อนองค์กรตามแนวคิด “EXCISE EXerCISE” ที่มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งด้วยพลังแห่งวินัยและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมทั้งสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม