Phones
หน้าแรก
Stock
เศรษฐกิจมหภาค
แบงก์ - Finance
อสังหาริมทรัพย์ - Marketing
ประกัน - ท่องเที่ยว
Variety
สกู้ป พิเศษ
SET
GUNKUL เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ดอกเบี้ย 3.15–3.40% ต่อปี
MAI
QUICK เทรดวันแรก เปิดซื้อขาย 6.10 บ. เหนือจอง 8%
IPO
QUICK ลั่นระฆังเทรด 21 ต.ค. หุ้นใหญ่ประกาศ Lock Up
บล./บลจ
GBS แนะเก็บหุ้นอสังหาฯ รับมาตรการสินเชื่อใหม่
เศรษฐกิจ-การเงิน-การคลัง
กรุงศรี ส่องกรอบเงินบาท 33.25-33.65 บ. ชี้ดอลลาร์เข้าโหมดปรับฐาน
การค้า - พาณิชย์
KGP ผนึก สสว. หนุนผู้ประกอบการติดสปีดธุรกิจออนไลน์
พลังงาน - อุตสาหกรรม
ATLAS ผนึก PTG – พันธมิตร ลุยขยาย Touchpoint ทั่วไทย
คมนาคม - โลจิสติกส์
KCLIMATE 1.5 จับมือ มิชลิน - ThaiCBN ขับเคลื่อนการขนส่งอย่างยั่งยืน
แบงก์ - นอนแบงก์
EXIM BANK ขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำ
ไฟแนนซ์ - ลิสซิ่ง
SAWAD ปันผลระหว่างกาลหุ้น 0.35 บาท จ่าย 21 ต.ค.69
SMEs - Startup
SO จับมือ ส.โปรแกรมเมอร์ไทย ปั้น Digital Talent
ประกันภัย - ประกันชีวิต
ไทยสมุทรฯ ส่ง “โอเชี่ยนไลฟ์ ออมสบาย 10/4” ชิงเค้กท้ายปี
รถยนต์
Continental Tyres ผนึก FIT Auto ขยายตลาดเมืองไทย
ท่องเที่ยว
กรมการท่องเที่ยว เปิดตัว “MuslimGo” ดันไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวมุสลิมระดับโลก
อสังหาริมทรัพย์
BAM ผลักดันนโยบายแก้หนี้ที่เป็นธรรมและยั่งยืน
การตลาด
ออมสิน เผยโฉม 10 แฟรนไชส์คุณภาพ
CSR
SO จับมือ ส.โปรแกรมเมอร์ไทย ปั้น Digital Talent
Information
EXIM BANK ผนึกพันธมิตรประกาศความสำเร็จหลักสูตร EXIM 2X
Gossip
NCP เปิดศูนย์ Telesales แห่งที่ 5
Entertainment
AI จะเข้ามาแทนที่งานของเราหรือไม่?
สกุ๊ป พิเศษ
‘Frontier Tech’ สยายปีกสู่ธุรกิจจริง
SAF เคาะราคาเสนอขาย IPO ที่ 1.93 บาทต่อหุ้น
2022-11-28 18:38:56
403
sharer
นิวส์ คอนเน็คท์ - SAF เคาะราคาเสนอขาย IPO ที่ 1.93 บาทต่อหุ้น แต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เป็น Lead UW พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อระหว่างวันที่ 29 – 30 พ.ย. และ 1 ธ.ค. 2565 นี้
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 นางสาววีรยา ศรีวัฒนะ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เปิดเผยถึงแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ. เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล หรือ SAF ว่า แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวน (แบบไฟลิ่ง) ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว โดยจะดำเนินการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 80 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 26.67% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ พร้อมกำหนดราคาเสนอขายที่ 1.93 บาทต่อหุ้น พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในระหว่างวันที่ 29 – 30 พฤศจิกายน และ 1 ธันวาคม 2565 ผ่านช่องทางจองซื้อที่ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์แต่ละรายกำหนด ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ประมาณช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ในหมวดสินค้าอุตสาหกรรม โดยใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า “SAF”
สำหรับราคาเสนอขาย IPO ของ SAF ที่ 1.93 บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ สะท้อนความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนศักยภาพในการสร้างโอกาสเติบโตจากการขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่ง SAF มีจุดเด่นและความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรม ดังนี้ (1) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนจำหน่ายเหล็กกล้าเกรดพิเศษคุณภาพสูง จากบริษัทระดับโลกในประเทศเยอรมนี อาทิ DÖRRENBERG EDELSTAHL GmbH และ WILHELM OBERSTE-BEULMANN GmbH (2) มีการต่อยอดรายได้จากบริการชุบเหล็กกล้าที่ครบวงจร โดยวางแผนลงทุนเตาชุบแบบไนไตรดิ้ง (3) โอกาสการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ (4) มีความเชี่ยวชาญและอยู่ในอุตสาหกรรมเหล็กกล้าเกรดพิเศษมากว่า 30 ปี ดังนั้น จึงมีความมั่นใจว่า SAF จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน และเป็นอีกหนึ่งหุ้นคุณภาพในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ อย่างแน่นอน
ดร.พิศิษฐ์ อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ SAF กล่าวว่า ภายหลังการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในครั้งนี้ ทำให้บริษัทฯ มีศักยภาพเดินหน้าสร้างการเติบโตได้มากยิ่งขึ้น จากความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจตามเป้าหมาย โดยบริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ ไปลงทุนโครงการโรงงานและคลังสินค้าแห่งใหม่ (SAF3) เพื่อเพิ่มปริมาณการจัดเก็บวัตถุดิบเป็น 4,000 ตัน มูลค่าเงินลงทุนรวม 80 ล้าน โดยคาดจะเริ่มก่อสร้างโครงการภายในปี 2566 และมีแผนเปิดใช้งานภายในไตรมาส 2 ปีหน้า นอกจากนี้ จะนำเงินไปลงทุนระบบเตาชุบแบบไนไตรดิ้ง เพื่อให้บริการชุบแก่ลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมได้อย่างครบวงจร
ทั้งนี้ แผนการลงทุนดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ เพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตสอดคล้องกับแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมไทยที่คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างที่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น จากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐหลายโครงการ และการฟื้นตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชนในกรุงเทพและปริมณฑล ตลอดจนหัวเมืองใหญ่ในแต่ละภูมิภาค เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับหลังปัญหาขาดแคลนชิปเริ่มคลี่คลายลงแล้วตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมการจัดจำหน่ายเหล็กกล้าเกรดพิเศษ มีการแข่งขันที่ไม่รุนแรงนัก เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้ามุ่งเน้นคุณภาพผลิตภัณฑ์มากกว่าราคาจำหน่าย จึงเลือกผู้แทนจำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และสามารถแนะนำประเภทผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โอกาสที่จะมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นอยู่ในระดับต่ำ
นายพิศาล อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ SAF กล่าวว่า รูปแบบการดำเนินธุรกิจเหล็กกล้าเกรดพิเศษ ต้องมีการเก็บวัตถุดิบหลากหลายชนิด หลากหลายรายการสินค้าย่อย (SKU) และมีปริมาณสินค้าในคงคลังที่มากพอต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งบริษัทฯ มีคลังสินค้าจำนวน 2 แห่ง สามารถเก็บวัตถุดิบรวมสูงสุดได้ประมาณ 2,000 ตัน โดยในปี 2564 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2565 มีการจัดเก็บวัตถุดิบเฉลี่ยประมาณ 70.50% ของความสามารถในการจัดเก็บสูงสุด ซึ่งตามแผนธุรกิจที่มีเป้าหมายยอดขายเติบโตต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงต้องเพิ่มปริมาณการจัดเก็บวัตถุดิบให้มากขึ้น ด้วยการลงทุนก่อสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มปริมาณการจัดเก็บวัตถุดิบรวมสูงสุดเป็น 4,000 ตัน พร้อมทั้งจะต่อยอดมูลค่าผลิตภัณฑ์สู่การให้บริการชุบแบบไนไตรดิ้ง ที่ช่วยทำให้เหล็กกล้าเกรดพิเศษมีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้น ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นผิวเหล็ก เพิ่มความทนทานต่อการสึกหรอและการกัดกร่อน ทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนให้ SAF สามารถนำเสนอบริการให้แก่ลูกค้าได้แบบครบวงจร และเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ภญ.ลีนา อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ SAF กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวม 214.75 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 15.53 ล้านบาท สามารถสร้างการเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มีรายได้รวม 182.32 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2.45 ล้านบาท เนื่องจากการฟื้นตัวของปริมาณการจำหน่ายเหล็กกล้าเกรดพิเศษ ตามการเติบโตของลูกค้าในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามยอดการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนที่สูงขึ้น ประกอบกับลูกค้าในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างที่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ รวมทั้งยังได้ปัจจัยบวกจากราคาจำหน่ายเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามราคาตลาดโลก
ขณะที่ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-กันยายน) บริษัทฯ มีรายได้รวม 169.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมกำไรสุทธิ 10.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการปรับราคาขายให้สูงขึ้นตามราคาเหล็กกล้าในตลาดโลก และการควบคุมต้นทุนในการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
GUNKUL เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ดอกเบี้ย 3.15–3.40% ต่อปี
KABNK 9 เดือนอวดกำไรกว่า 4 หมื่นล. - 88TH รุกขยาย New S-Curve
SCBX ฟอร์มแผ่ว! กำไรงวด 9 เดือนหดตัว 14%
KABNK กวาดกำไรงวด 9 เดือนกว่า 4.06 หมื่นล.
QUICK '5 หุ้นใหญ่' ลั่น Lock Up 100% - UNIX อัพกำลังผลิต 3,000 ตัน
COCOCO รุกตลาด ตปท. ร่วมงาน SIAL Paris 2026 ขยายฐานลูกค้า