Phones





ก.คลังคาดตัวเลข GDP ปี 68 โตเกิน 2.2%

2025-08-27 14:47:33 71



นิวส์ คอนเน็คท์ - ก.คลังคาดตัวเลข GDP ปี 68 มีโอกาสจะเติบโตเกิน 2.2% รับปัจจับหนุนจากนโยบายกาารเก็บภาษีสหรัฐฯ - รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้น - หนี้สาธารณะลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 10 เดือน ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากตัวเลข BOI อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน Thailand Focus 2025 ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทย (GDP) ล่าสุดของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังอยู่ที่ 2.2% และมีแนวโน้มจะถูกปรับเพิ่มขึ้นในการประเมินครั้งต่อไป สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจในมือหลายตัวออกมาดี และหลายสำนักวิเคราะห์ได้ทยอยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยอมรับว่า GDP ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 จะเติบโตต่ำกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ถึง 3% แต่ภาพรวมทั้งปีมีความเป็นไปได้สูงที่จะเติบโตเกิน 2.2%

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลบวกเกินคาดมาจากมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งในช่วงแรกถูกมองว่าเป็นปัจจัยลบ แต่ผลที่ออกมากลับเป็นบวกต่อประเทศไทย เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งทางการค้าแล้ว อัตราภาษีของไทยไม่แพ้และดีกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ ไทยยังมีความได้เปรียบในด้านสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Regional Value Content) ที่สูง ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสเสียภาษีในอัตราต่ำ ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยมีความได้เปรียบด้านราคา ประกอบกับตัวเลขการส่งออกที่ดีมาโดยตลอด แม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลังก็ตาม

ในด้านมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการคลังก้อนใหญ่ไปแล้วมูลค่ากว่า 157,000 ล้านบาท และได้ใช้ไปแล้วประมาณ 130,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 4/2568 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2569 ส่วนจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้น ต้องรอประเมินตามสถานการณ์อีกครั้ง 

ขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เป็นอีกปัจจัยที่เข้ามาช่วยเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่ายังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติมได้อีกหากมีความเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ในส่วนความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลังระบุว่ายังไม่น่าเป็นห่วง โดยเชื่อว่าพื้นที่ทางการคลังยังมีอยู่ เห็นได้จากตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 64% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 10 เดือน สะท้อนว่า GDP เติบโตเร็วกว่าหนี้สาธารณะ ส่วนประเด็นภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 9% กว่า ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภัยที่ 10% นั้น แม้อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีและรัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้สัดส่วนดังกล่าวอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ทั้งนี้ด้าานความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก สะท้อนจากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่องผ่านการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการสร้างแรงจูงใจทั้งทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อเป็นหมุดหมายในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก พร้อมกันนี้ ได้สร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะบริหารงานได้จนครบวาระ เดินหน้านโยบายต่างๆ ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ โดยไม่กังวลว่าประเด็นทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน