Phones





BAY วางกลยุทธ์รับมือความเสี่ยงปีม้า ด้านผลงานปี 68 กำไรพุ่ง 6.9%

2026-01-21 12:12:04 151



 
นิวส์ คอนเน็คท์ – BAY มองเศรษฐกิจไทยปี 69 ขยายตัวเพียง 1.8% หลังต้องเผชิญความเสี่ยงจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ วางกลยุทธ์เน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์และควบคุมต้นทุนการเงิน แต่ยังเดินหน้าช่วยลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ด้านผลประกอบการปี 68 มีกำไรสุทธิ 31,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% บุ๊กกำไรพิเศษจาก TIDLOR
 
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน ธนาคารยังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามกลยุทธ์ที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุมต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างไม่เต็มศักยภาพ
 
ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพ และลดลงจาก 2.1% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงปัจจัยความท้าทายทั้งในเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง การบริโภคมีแนวโน้มชะลอลงจากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ ขณะที่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนจะยังคงเป็นแรงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 35.5 ล้านคน และแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว โดยถูกจำกัดจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการใช้จ่ายในประเทศที่ไม่แข็งแรง
 
สำหรับผลประกอบการของธนาคารในปี 2568 ที่ผ่านมา ธนาคารและบริษัทในเครือ มีกำไรสุทธิจำนวน 31,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 โดยเงินให้สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 1.7% หรือจำนวน 32,779 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธ.ค. 2567 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากสินเชื่อเพื่อรายย่อยที่ได้รับจากการรวมงบการเงิน (Consolidation) ของ TIDLOR ประกอบกับการเติบโตของเงินให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อมปรับลดลง
 
ในส่วนของเงินรับฝาก ลดลง 4.8% จากสิ้นเดือนธ.ค. 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ สะท้อนถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุก ท่ามกลางสภาวะที่เงินให้สินเชื่อเติบโตต่ำ ด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นมาที่ 4.35% จาก 4.28% ในปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินเชิงรุกของธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรวมพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงจาก TIDLOR ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แม้ว่าความต้องการสินเชื่อโดยรวมจะอ่อนตัวลง
 
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 14.1% จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ กำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และหนี้สูญรับคืน อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 47.0% อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.26% เทียบกับ 3.23% ณ สิ้นเดือนธ.ค. 2567 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.27% สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 126.9% อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.69% เทียบกับ 19.38%
ณ สิ้นเดือนธ.ค. 2567 โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ระดับ 16.41%