Phones





“GBX – GCAP” แนะสะสมทอง จ่อราคาทำจุดสูงสุดในรอบปี

2026-02-17 14:49:52 55



 
นิวส์ คอนเน็คท์ – “บล.โกลเบล็ก และ GCAP GOLD ” ประสานเสียงแนะทยอยสะสมทองคำ หลังราคาทองคำช่วงตรุษจีนคึกคักจากแรงซื้อกลับหลังร่วงหนักก่อนหน้านี้ ให้กรอบ 4,800-5,200 ดอลลาร์ พร้อมระบุ ทองคำส่อแววพุ่งแรงกว่าในอดีต ลุ้นทะยานแตะ 6,000 เหรียญสหรัฐฯ
 
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (GBX) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในช่วงตรุษจีนยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 4,800-5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงซื้อกลับเข้ามาหลังราคาปรับตัวลงแรง แม้ยังมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อการเปลี่ยนตัวประธานเฟดคนใหม่ "เควิน วอร์ช" ที่อาจใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ทำให้เฟดชะลอการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ส่วนกลยุทธ์การลงทุนหลังราคาปรับตัวลงแรงกว่า 21% แนะนำการลงทุนในระยะสั้นเก็งกำไรในกรอบ 4,800-5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้าน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ส่วนระยะยาว หากราคาหลุดแนวรับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง มีโอกาสพักฐานใหญ่ โดยควรรอซื้อในกรอบ 3,900-4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์
 
โดยปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ได้แก่ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจากมาตรการควบคุมการซื้อขายทองคำออนไลน์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบวกต่อราคาทองคำไทย ขณะที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ คาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 3.25-3.50% และปรับลดเพียง 2.25% กลางปี ส่วนเงินเฟ้อสหรัฐฯ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.7-3.0% สูงกว่าเป้าหมาย 2% จากภาษีการค้าและต้นทุนสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น
 
ด้านนางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD กล่าวว่า แนวโน้มราคาทองคำในช่วงเทศกาลตรุษจีนกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง หลังจากพักฐานในช่วงที่ผ่านมา จากความต้องการทองคำเพื่อออมและมอบเป็นของขวัญมักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในบางปีราคาทองคำปรับตัวขึ้นสูงสุดกว่า 6.40% ภายใน 1 เดือนหลังเทศกาลตรุษจีน
 
ทั้งนี้ GCAP GOLD เชื่อว่าราคาทองตั้งแต่ช่วงตรุษจีนไปจนถึงไตรมาส 2 เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการทยอยเก็บสะสม โดยมองแนวรับสำคัญหลักๆคือ $4,600 และ $ 4,420 ซึ่งที่ระดับราคาดังกล่าวประเมินเป็นราคาทองคำไทยไว้เบื้องต้นที่ 68,000–65,000 บาท ขณะที่แนวต้านสำคัญคือ $5,400 และ $6,000 ตามลำดับ โดยประเมินเป็นราคาทองคำไทยไว้ที่ 79,000 และ 86,000 บาท โดยระดับราคา 6,000 เหรียญสหรัฐฯจะมีความเป็นไปได้มากขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดปัจจัยเร่ง เช่น เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยมากกว่าคาด ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยกระดับความรุนแรงขึ้น จนกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ