Phones





NER ปี 69 ดันยอดขายโต 3.2 หมื่นล.

2026-03-23 10:49:45 146



ปิดฉากปี 2568 ไปอย่างยอดเยี่ยม สำหรับบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปครบวงจร เพื่อส่งออกให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในและต่างประเทศ โดยผลดำเนินงานงวดปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 30,510.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,014.04 ล้านบาท หรือ 10.96% และมีกำไรสุทธิ 1,884.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 232.05 ล้านบาท หรือ 14.04% ปริมาณการขายรวม 475,430 ตัน เพิ่มขึ้น 36,251 ตัน หรือ 8.25% จากปีก่อน สะท้อนถึงความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน แผนดำเนินงานในปี 2569 บอสใหญ่ "นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยว่า จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ NER จากการลงทุนและการขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพสินค้า สอดรับกับแนวโน้มการใช้ยางพาราในหลากหลายอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมวางรากฐานให้ NER ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการชั้นนำของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระดับสากล

โดยทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตที่ 500,000 ตันต่อปี และตั้งเป้ายอดขายประมาณ 32,000 ล้านบาท กลยุทธ์หลักจะมุ่งเน้นการขยายตลาด โดยเฉพาะประเทศอินเดีย พร้อมสร้างความมั่นคงของรายได้ผ่านสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตยางรถยนต์ และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าใหม่อีก 2 รายภายในปีนี้
ประกอบกับ บริษัทเดินหน้าขยายกำลังการผลิตอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 ใช้งบลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งอาคารและเครื่องจักร ซึ่งได้สั่งซื้อเครื่องจักรเรียบร้อย คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2570 ทั้งนี้ปัจจุบัน NER เป็นโรงงานผลิตยางธรรมชาติแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม โรงงานแห่งใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตอีก 320,000 ตันต่อปี และผลักดันให้กำลังการผลิตรวมของ NER เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 835,600 ตันต่อปี ภายในปี 2570 โดยปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Order Book) รองรับการผลิตยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อีกทั้งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อบริหารจัดการผลผลิตยางพาราประมาณ 200,000 ตันต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โรงงานแห่งที่ 3 จะเป็นฐานการผลิตหลักในการรองรับโครงการดังกล่าว ทำให้การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้มีความจำเป็นและสอดรับกับแผนการเติบโตในระยะยาว

ส่วนในด้าน ESG บริษัทได้ยกระดับการดำเนินงานตามกรอบ ESG โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) รวมถึงนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ด้าน บล.กรุงศรี ปรับประมาณการกำไรปกติปี 69-70 ลง -13% และ -7% อยู่ที่ 1,835 ล้านบาท จากเดิมคาด +12% หรือ 1,970 ล้านบาท และ +7% ตามลำดับ แม้แนวโน้มรายได้และ ASP ปรับดีขึ้นตามทิศทางราคายาง แต่มองว่ากำไรยังถูกกดดันจาก ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ขณะเดียวกันการเลื่อนก่อสร้างโรงงานใหม่จากข้อจำกัดด้านผู้ค้ำประกัน ส่งผลให้ Upside กำลังการผลิตในช่วง 1–2 ปีข้างหน้าจำกัดมากขึ้น ดังนั้น ปรับลดคำแนะ จากเดิม Buy 6.10 บาท เป็น Neutral 5.30 บาท

ขณะที่ บล.พาย มองว่าปัจจัยบวกจากผลประกอบการปี 69 ยังเติบโตได้จากเป้าการขายที่ผู้บริหารคาดไว้ที่ระดับ 500,000 ตัน โดยมีตลาดที่คาดว่าจะขายเพิ่มได้อย่างตลาดประเทศอินเดีย ที่มีโอกาสเห็นการปรับโครงสร้างภาษีสินค้ากลุ่มยางผสม อย่างไรก็ตามปริมาณขายมีความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งที่คาดว่าจะมาเร็วและกระทบกับผลผลิตยางพาราในประเทศไทย ส่วนโรงงานใหม่ที่มาช้า ทำให้เป้าปริมาณการขายในปี 69 เพิ่มขึ้นไม่มากนัก รวมกับความผันผวนของราคายางพาราที่กระทบกับกำไรขั้นต้น จึงมีการปรับกำไรในปี 69 ลงจากเดิม 8% มาอยู่ที่ระดับ 1,798 ล้านบาท (+10% จากปีก่อน ถ้านับเฉพาะกำไรปกติ) ทั้งนี้การเติบโตหลักจะเห็นในปี 70 เป็นต้นไป หลังโรงงานเสร็จ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เช่นเดิมและประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 5.84 บาท