Phones





PTG ศักยภาพแข็งแกร่งระดับภูมิภาค

2026-06-30 17:02:32 22



PTG ศักยภาพแข็งแกร่งระดับภูมิภาค (สกู๊ปพิเศษ)

สร้างผลงานระดับสากลอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำศักยภาพระดับภูมิภาค สำหรับ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Fortune Southeast Asia 500 ปี 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยอยู่ในอันดับที่ 49 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังติดอันดับที่ 5 ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Retailing) ของภูมิภาค จากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune ซึ่งอ้างอิงจากรายได้ปี 2568

การยืนหยัดใน Top 50 ของภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง และการถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Non-Oil ที่นำโดยธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะถัดไป

การจัดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 คัดเลือกบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพิจารณาจากรายได้ในปีบัญชีล่าสุด ซึ่งในปีนี้นับเป็นการจัดอันดับครั้งที่ 3 รวบรวมบริษัทชั้นนำจาก 7 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา

ติด Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องปีที่ 3
"การได้รับการจัดอันดับใน Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของ PTG ในระดับภูมิภาค ตลอดจนความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจ Non-Oil ฐานสมาชิก Max Card และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเดินหน้าสร้างการเติบโตบนพื้นฐานของความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กรอบ ESG เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในระยะยาว” นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG ระบุ

ผลงานและการเติบโตของ PTG เป็นที่ประจักษ์ชัด ผ่านไตรมาส 1 ของปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ อยู่ที่ 56,832 ล้านบาท มาจากรายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Oil จำนวน 50,312 ล้านบาท ลดลง 3.4% 

ขณะที่ธุรกิจ Non-Oil ยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50.6% เทียบ Q1/2568 และ 5.7% เทียบไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 2,001 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรขั้นต้นมากกว่า 80% จากการขยายสาขาและการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth : SSSG) ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil ขยับขึ้นสู่ระดับ 46.9% ของกำไรขั้นต้นรวม ขณะที่รายได้จากการขายและการให้บริการ มีจำนวน 6,520 ล้านบาท เติบโต 22.1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

ส่วนธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้ 2,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% เทียบ Q1/2568 และ 1.3% เทียบไตรมาสก่อน ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเติบโต 2.9% เป็น 109 ล้านกิโลกรัม โดยเฉพาะกลุ่มก๊าซ LPG ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 10.7% เป็น 26 ล้านกิโลกรัม ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น
ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40%
"ในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40% เทียบปี 2568 และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil ให้อยู่ที่ระดับ 40-45% ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ส่วนธุรกิจ Oil ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสเงินสดและเสถียรภาพให้แก่กลุ่มบริษัท แม้ช่วงไตรมาส 1/2569 ธุรกิจพลังงานจะเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในประเทศและสภาวะการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โดยบริษัทฯ ยังคงเป้าหมายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางในปี 2569 ตามเป้าที่ระดับ 3%–5% เทียบปีก่อน" นายพิทักษ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างกลยุทธ์ "Powering Thai Lives: Everywhere · Everyday · Everyone" อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจ Oil และ Non-Oil ภายใต้ฐานสมสชิก PT Max Card กว่า 25 ล้านราย เพื่อเพิ่มความถี่การใช้บริการและมูลค่าต่อลูกค้าภายในระบบนิเวศ Max World พร้อมมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงดำเนินต่อไป 
PTG สัญญาณแจ่ม! โบรกฯ เชียร์ "ซื้อ"
เครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่อย่างธุรกิจ Non-Oil กำลังโชว์ฟอร์มเด่น โดยเฉพาะ "กาแฟพันธุ์ไทย" ที่เร่งขยายสาขาต่อเนื่อง ดันรายได้เติบโต จนสัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil ในปี 68 ขยับขึ้นมาแตะราว 37% โฟกัสของกูรูหุ้นต่างจับจ้องไปยัง PTG โดย บล.กรุงศรี คาดว่าปี 69 สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil เดินหน้าสู่ระดับ 42% ส่วนธุรกิจน้ำมัน แม้ Q1/69 จะมีแรงกดดันระยะสั้น แต่มองผลงานจะทยอยฟื้นตัวตามค่าการตลาดที่ทยอยกลับเข้าสู่ระดับปกติ พร้อมเคาะเป้าหุ้นปี 69 ที่ 9.50 บาท/หุ้น 

ขณะที่ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ภาพรวมมีมุมมองบวกต่อหุ้น PTG มากขึ้น แม้ปัจจัยมหภาคอาจกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ธุรกิจน้ำมันใน Q2 โดยเฉพาะค่าการตลาด น่าจะปรับตัวดีขึ้นจาก Q1 เพราะความผันผวนราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง และตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 ราคาหุ้น ลดลง 17% ถือว่าสะท้อนงบ Q1/69 ที่พลิกเป็นขาดทุนไปแล้ว เชื่อว่าสถานการณ์ Q1 เป็นเหตุการณ์ชั่วคราว จากความผันผวนอย่างมากของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน ทำให้ราคาขายปลีกไม่สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่น คาดสถานการณ์ทยอยกลับมาเป็นปกติ ทำให้แนวโน้ม Q1 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี ขณะที่ราคาปัจจุบัน มี Upside Gain เปิดกว้าง 19% ทางพื้นฐาน ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.60 บาท เพื่อคาดหวังการฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี