Phones





K WEALTH ชี้กลุ่มมั่งคั่งสูงทั่วโลก เตรียมรับมือ “The Great Wealth Transfer”

2026-07-15 19:55:17 104



 
นิวส์ คอนเน็คท์ - K WEALTH จับมือ Lombard Odier ยกระดับบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัวให้กับลูกค้า KBank Private Banking วางแผนจัดการสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ และช่วยทุกครอบครัวทำตามแผนได้อย่างแท้จริง เพื่อรักษาและส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นที่ยั่งยืน คาดภายในปี 2573 สินทรัพย์ในเอเชียมูลค่ากว่า 90 ล้านล้านบาท
 
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นายพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Family Wealth Solution Head - Estate Planning Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี การบริหารสินทรัพย์ครอบครัวของกลุ่มมั่งคั่งสูงทั่วโลกกำลังยืนอยู่บนหมุดหมายสำคัญ โดย K WEALTH ศูนย์รวมบริการและคำปรึกษาด้านการบริหารความมั่งคั่งและการลงทุน ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า การส่งต่อความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หรือที่เรียกว่า The Great Wealth Transfer กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก โดยไม่ใช่เป็นแค่การโอนย้ายทรัพย์สินสู่ทายาทรุ่นต่อไป แต่โจทย์สำคัญคือ การอยู่รอดของความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น
 
โดยความท้าทายของ The Great Wealth Transfer ไม่ได้อยู่ที่ มูลค่าทรัพย์สิน แต่คือการวางแผนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเป้าหมาย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของครอบครัว และโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและปรับตัวไปตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะทำให้สินทรัพย์มีมูลค่าลดลง โดยเฉพาะในบริบทที่เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เทคโนโลยี AI ค่านิยมที่ปรับเปลี่ยนไป กฎเกณฑ์ด้านภาษีและกฎหมายมีความซับซ้อนมากขึ้น การส่งต่อความมั่งคั่งจึงไม่ได้มีแค่รูปแบบเดิม ๆ อีกต่อไป
 
ทั้งนี้ จากการศึกษากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNW Study) ร่วมกันระหว่าง KBank Private Banking กับ Lombard Odier พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านไพรเวทแบงก์กิ้งระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ พบข้อมูลที่น่ากังวลว่า มีเพียง 21.2% ของครอบครัวผู้มีความมั่งคั่งสูงในประเทศไทย ที่มีความเข้าใจและเป้าหมายร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารและส่งต่อความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ในการสำรวจกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงกว่า 390 รายทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ยังชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างความมั่งคั่งและธุรกิจครอบครัวในเอเชีย ผ่าน 3 ประเด็นท้าทายสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1. วิกฤตการขาดแผนสืบทอดที่เป็นรูปธรรม (Succession Planning Deficit) แม้ว่ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงในประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่งคั่งเป็นอันดับแรก โดย 72.7% มองว่าเป็นเป้าหมายหลักในการส่งต่อหรือรับช่วงความมั่งคั่งของครอบครัว แต่มีเพียง 18.2% เท่านั้น ที่มีแผนการสืบทอดความมั่งคั่งที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ 26.9% ขณะที่เกือบ 40% ยอมรับว่ายังไม่เคยมีการวางแผนสืบทอดใด ๆ
 
2. ช่องว่างทางความคิดในการบริหารจัดการและรับช่วงต่อ (Next-Gen Disconnect) โดยผู้ก่อตั้งธุรกิจจำนวนมากยังคงคุ้นเคยกับการบริหารแบบรวมศูนย์ ส่งผลให้ทายาทรุ่นใหม่บางส่วนรู้สึกมีบทบาทจำกัดและเลือกสร้างเส้นทางอาชีพของตนเองแทนการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่า 29% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มองว่า ความสนใจและความพร้อมของทายาทรุ่นถัดไป (Next Gen) เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการส่งต่อธุรกิจและความมั่งคั่งของครอบครัว
 
3. มรดกเป็นเรื่องห้ามพูด (The Taboo Obstacle) โดยผลสำรวจพบว่า เกือบ 29% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า การพูดคุยในประเด็นอ่อนไหวภายในครอบครัว เช่น เรื่องมรดก การแบ่งทรัพย์สิน หรือแผนการส่งต่อความมั่งคั่ง ยังคงเป็นเรื่องต้องห้าม (Taboo) ในวัฒนธรรมเอเชียหลายประเทศ ซึ่งการขาดการสื่อสารอย่างเปิดเผยภายในครอบครัวถือเป็นความเสี่ยงที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อ 28.8% ระบุว่า การขาดการสื่อสารระหว่างสมาชิกในครอบครัวเป็นความท้าทายสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและกระทบต่อการส่งต่อความมั่งคั่งในระยะยาว
 

โดยหนึ่งในแนวโน้มที่เห็นได้ชัดในระดับโลก คือการเติบโตของ Family Office และการแยกบทบาทระหว่างความเป็นเจ้าของกับการบริหารจัดการออกจากกันอย่างชัดเจน โดยครอบครัวรุ่นใหม่จำนวนมากเปิดโอกาสให้ทายาทเลือกเส้นทางชีวิตที่ตนเองต้องการ ขณะเดียวกันก็นำผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาบริหารธุรกิจแทน ส่งผลให้ความต้องการจัดตั้ง Family Office ในเอเชียเติบโตขึ้นเกือบ 200% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
 
ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความซับซ้อนที่มากขึ้นในยุค The Great Wealth Transfer ทาง KBank Private Banking จึงได้ยกระดับการให้บริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว (Estate Planning) โดยการมอบบริการในลักษณะองค์รวม ทั้งการจัดโครงสร้างสินทรัพย์ครอบครัวอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ทุกครอบครัวสามารถลงมือทำได้อย่างแท้จริง ผ่าน 6 บริการหลัก ได้แก่ 1. Family Continuity Planning: การวางแผนให้มีการจัดทำกติกาครอบครัว หรือธรรมนูญครอบครัว เพื่อกำหนดนโยบาย วางกรอบกติกา ด้านธุรกิจ ทรัพย์สิน และแนวทางบริหารความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว
 
2.Asset Holding Structures: การออกแบบโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพในเชิงการจัดการ การส่งต่อ และการบริหารความเสี่ยงและภาษีให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล, 3.Inheritance and Wealth Transfer: การวางแผนสืบทอดกิจการและส่งต่อทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่นเป็นไปอย่างราบรื่น ธุรกิจไม่ติดขัด พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางการบริหารภาษีให้มีประสิทธิภาพ ผ่านเครื่องมือทางกฎหมายและการเงินที่หลากหลาย
 
4.Financial Asset, Liability and Risk Management: การบริหารจัดการความเสี่ยงรอบด้าน อาทิ ด้านกฎหมายและภาษีทั้งในและต่างประเทศ, 5.Philanthropy: การวางแผนจัดการกิจกรรมสาธารณกุศล เพื่อสร้างคุณค่าและส่งต่อเจตนารมณ์ที่ยั่งยืนของครอบครัวตามแนวทางความยั่งยืนยุคใหม่ และ 6.Family Office: การจัดตั้งสำนักงานครอบครัว (Family Office) เพื่อจัดการกิจธุระของครอบครัวในด้านต่างๆ อาทิ การจัดการเรื่องทั่วไป การจัดการตามธรรมนูญครอบครัว การลงทุน หรือเรื่องอื่นใดที่ครอบครัวกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีบริการปรับระบบองค์กรเพื่อข้ามผ่านความอ่อนไหวของธุรกิจครอบครัว และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและยุติปมความขัดแย้งในครอบครัว เพื่อให้การส่งต่อราบรื่นอีกด้วย
 

ด้านนายวินเซนต์ มาเนียนาต์ Limited Partner & Global Head of Strategic Alliances ลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันการเงินในการช่วยลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWIs) วางแผนบริหารและส่งต่อความมั่งคั่งของครอบครัวอย่างยั่งยืน โดยลอมบาร์ด โอเดียร์ กับ K WEALTH ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จึงยกระดับการให้บริการวางแผนความมั่งคั่งแบบองค์รวม เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้า KBank Private Banking สามารถรักษา ต่อยอด และส่งต่อความมั่งคั่งสู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว