"ผมตั้งคำถามนี้กับผู้เข้าร่วมงาน CP Innovation Expo and Symposium 2026 โดยพบว่าราว 30% เชื่อว่าในที่สุด AI จะทำงานแทนตนเอง ความกังวลของคนเกือบ 1 ใน 3 เป็นเรื่องที่ผู้นำไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อเทคโนโลยีทำงานของมนุษย์ได้มากขึ้น พนักงานย่อมต้องการรู้ว่าบทบาทของตนจะเปลี่ยนไปอย่างไร"
แต่การมอง AI เพียงในแง่ตำแหน่งงานที่อาจหายไป ทำให้มองข้ามคำถามสำคัญกว่า คือองค์กรควรแบ่งงาน จัดสรรทรัพยากร กำหนดความรับผิดชอบ และกระจายอำนาจตัดสินใจอย่างไร เมื่อ AI ขยายขีดความสามารถของคนทำงาน
ความสามารถเปลี่ยน โครงสร้างองค์กรก็ต้องเปลี่ยน
ตลาดแรงงานเริ่มสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ข้อมูลจาก TDRI ระบุว่าตำแหน่งงานเกี่ยวกับ AI ในไทยเพิ่มขึ้นราว 31% ในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่ LinkedIn ระบุว่ามีตำแหน่งงานใหม่เกี่ยวกับ AI ทั่วโลกมากกว่า 1.3 ล้านตำแหน่งในปี 2026 แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้จำกัดอยู่ที่อาชีพใหม่ งานเดิมก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
งานวิจัย Work at the Frontier ของ OpenAI วิเคราะห์ข้อความสนทนาเกี่ยวกับงานมากกว่า 800,000 ข้อความ พบว่า 43.5% ของข้อความเกี่ยวกับงานเฉพาะทางเป็นการใช้ AI ช่วยทำงานที่โดยทั่วไปอยู่นอกขอบเขตอาชีพที่ผู้ใช้ระบุไว้ สะท้อนว่า AI ช่วยให้คนเข้าถึงความรู้ต่างสายงานและรับผิดชอบงานได้หลากหลายขึ้น โดยงานซับซ้อนยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและวิจารณญาณของมนุษย์ การแบ่งงานและความรับผิดชอบจึงต้องปรับตามความสามารถที่เปลี่ยนไป
โครงสร้างแบบพีระมิดเกิดขึ้นในยุคที่ข้อมูลและความเชี่ยวชาญกระจุกตัวในแต่ละหน่วยงาน ผู้บริหารระดับกลางจึงทำหน้าที่ประสานงานและส่งเรื่องขึ้นสู่ระดับสูง แต่เมื่อ AI ช่วยให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลโดยตรง ทำงานได้กว้างขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้น โครงสร้างเดิมยังเหมาะสมเพียงใด?
"ผมไม่เชื่อว่าองค์กรควรเหลือผู้บริหารเพียงไม่กี่คนควบคุม AI Agents ที่ทำงานแทนพนักงานส่วนใหญ่ เรายังต้องการทั้งคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจ AI และบุคลากรที่มีประสบการณ์ วิจารณญาณ และความเข้าใจธุรกิจมาทำงานร่วมกับเทคโนโลยี"
องค์กรอาจแบนลงและลดขั้นตอนประสานงานที่ไม่จำเป็น แต่เป้าหมายไม่ใช่ลดผู้บริหารระดับกลางให้มากที่สุด หากเป็นการกำหนดว่าแต่ละบทบาทควรสร้างคุณค่าอะไร เมื่อ AI รับภาระรวบรวมข้อมูลและประสานงานบางส่วนได้แล้ว โดยให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าลำดับชั้น
ที่ทรู กำลังปรับรูปแบบการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบ Business Intelligence เชื่อมโยงข้อมูลยอดขาย รายได้ ต้นทุน และการใช้งานเครือข่าย พร้อมคำแนะนำจาก AI ว่าควรดำเนินการต่ออย่างไร ไม่ใช่เพียงรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้พนักงานใกล้ลูกค้าใช้ข้อมูลตัดสินใจได้โดยตรง แทนที่จะกระจุกตัวอยู่ที่ผู้บริหารหรือส่วนกลาง
"ผมมองว่าเรายังคิดถึงศักยภาพของ AI ในมุมมองที่แคบเกินไป แม้ประสิทธิภาพและการลดต้นทุนจะสำคัญ แต่ธุรกิจที่ทำเพียงสิ่งเดิมให้เร็วขึ้นอาจเสียโอกาสให้คู่แข่งที่ใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีดำเนินงานหรือสร้างตลาดใหม่"
การเปลี่ยน Operating Model เป็นงานที่ยากกว่าการนำ AI ไปใช้ในบางกระบวนการ เพราะเกี่ยวข้องกับวิธีคิด โครงสร้าง และความเคยชินที่องค์กรสั่งสมมานาน โดยเฉพาะธุรกิจที่ยังดำเนินงานได้ดี ซึ่งอาจไม่รู้สึกถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเปลี่ยนแปลง
ในอีกคำถามหนึ่งที่ผมถามว่า AI Transformation เป็นหน้าที่ของใคร มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 20% ที่มองว่าเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายเทคโนโลยี แม้จะเป็นคนส่วนน้อย แต่ก็เป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ เพราะความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อการทำ AI Transformation อาจส่งผลต่อการพิชิตเป้าหมายทางธุรกิจได้
ฝ่าย IT สามารถสร้างระบบและเครื่องมือให้พร้อมใช้งานได้ แต่พวกเขาไม่สามารถตัดสินใจแทนทุกหน่วยธุรกิจได้ว่าองค์กรควรเปลี่ยนวิธีทำงานอย่างไร ใครควรมีอำนาจตัดสินใจเรื่องใด หรือเราควรสร้างคุณค่าใหม่ให้ลูกค้าในรูปแบบไหน
ผู้นำจึงต้องเข้าใจ AI มากพอที่จะทบทวนรูปแบบการดำเนินงานเดิม กำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานสามารถพัฒนาความสามารถและมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าใหม่ได้
ผมเชื่อว่าอนาคตของการทำงาน ที่เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่วิธีคิดและกระบวนการคือหัวใจ ผู้นำธุรกิจมีความรับผิดชอบที่จะออกแบบงานและองค์กรใหม่ เพื่อให้ AI ช่วยขยายสิ่งที่ผู้คนสามารถสร้างสรรค์และรับผิดชอบได้ เปิดโอกาสให้พวกเขาพัฒนาความสามารถ และมีบทบาทอย่างแท้จริงในการกำหนดอนาคตขององค์กรที่ตนทำงานอยู่
เพราะท้ายที่สุด AI Transformation คือความรับผิดชอบของทุกคนในองค์กร และนั่นคือ You and I Transformation