Phones





ส.เศรษฐศาสตร์ แนะรัฐสร้างยุทธศาสตร์-รับมือเหตุฉุกเฉิน

2026-03-04 16:25:25 81



นิวส์ คอนเน็คท์ - สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย แนะรัฐบาลสร้างยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่ง เตรียมความพร้อมระดับชุมชนรับมือเหตุฉุกเฉิน ขยายฐานตลาดใหม่ กำหนดนโยบายที่ชัดเจน เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีให้รวดเร็วที่สุด ด้านเวิลด์แบงก์ประเทศไทยแนะรัฐบาลเร่งเครื่องผลักดัน 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ ชู 3 แนวทางยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาดมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวในงาน มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปี ข้างหน้า ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากระเบียบโลกใหม่ (NewWorld Order) และความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องเร่งกำหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยสัญญาณเดือนจากความผันผวนของตลาดทุนโลกสะท้อนภาพความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกผ่านสถานการณ์ความผันผวนในตลาดหุ้นหลายประเทศ อาทิ ตลาดหุ้นเกาหลีได้ที่เผชิญภาวะ Circuit Breaker และตลาดหันญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงลาดหลักทรัพย์ไทยที่ปรับลดลงกว่า 100 จุดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาณเดือนล่วงหน้าของความผันผวนที่รุนแรงกว่าเดิมในอนาคต

ทั้งนี้เพื่อนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากพายุเศรษฐกิจ จึงได้เสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่ง เช่น การลดสัดส่วนการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ จาก 20% ให้เหลือ 10% และเร่งขยายฐานตลาดใหม่ในอินเดีย สหภาพยุโรป และอาเซียน การกระจายความเสี่ยงทางการค้า เสริมสร้างความมั่นคงภายในยกกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงทางอาหารและยาในระดับชุมชนเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินรวมทั้งการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเคลื่อนย้ายบุคลากรและเงินทุน
จากพื้นที่ขัดแย้ง

ทั้งนี้ยังกล่าวเสริมว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันมนาศาลจากประเทศมหาอำนาจ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีให้รวดเร็วที่สุด คือเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่

ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก หรือ World Bank กล่าวว่าประเทศไทยเตรียมเป็นเป้าสายตาของนักลงทุนทั่วโลก ในฐานะเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปี World Bank-IMF พร้อมแนะรัฐบาลเร่งเครื่องผลักดัน 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ และชู 3 แนวทางยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

โดยจากการวิเคราะห์ในรายงานฉบับสำคัญ "Thailand's Future Today" ธนาคารโลกได้ระบุถึง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ไทยมีศักยภาพสูง และจะเป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ได้แก่ 1. การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) มุ่งเน้นการผลิตที่ทันสมัยและอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Manufacturing) 2. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) การนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม 3. การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Tourism) ปรับโฉมภาคการท่องเที่ยวให้เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง 4. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน (Sustainable & Health Tourism) รับเทรนด์การดูแลสุขภาพระดับโลก 5. ธุรกิจเกษตร (Agribusiness): ยกระดับภาคเกษตรไทยสู่มาตรฐานห่วงโซ่อุปทานโลก

อย่างไรก็ตามเพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของซัพพลายเชนโลก ธนาคารโลกเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการใน 3 มิติหลัก เพื่อเปลี่ยนทิศทาง (Trajectory) ของ GDP ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือ 1. เร่งการแข่งขัน (Competition): เสนอให้เปิดเสรีในกลุ่มธุรกิจที่ยังมีข้อจำกัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ (FDI) อย่างเต็มรูปแบบ 2. ยกระดับทักษะแรงงาน (Skills): แก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ โดยเสนอให้ควบรวมกับการสร้างระบบสวัสดิการสังคม (Social Protection) ที่เข้มแข็ง รวมถึงการเปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเสริมทัพในระยะสั้น และ 3. ปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Rebalancing): บริหารจัดการงบประมาณและรายได้ของภาครัฐ เพื่อสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว

ทังนี้เชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยสามารถดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้สำเร็จ จะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและมีนัยสำคัญในอนาคต